13 เรื่องจริง เกี่ยวกับไวรัสโคโรน่า

Share on facebook
Share on twitter
Share on whatsapp

1 เครื่องเป่ามือ ไม่มีประสิทธิภาพในการฆ่าโคโรน่าไวรัส

จากการทดลอง เครื่องเป่ามือไม่มีประสิทธิภาพในการกำจัดโคโรน่าไวรัส การทำความสะอาดที่ดีที่สุดเพื่อให้มือไม่ได้รับเชื้อ คือ การนำแอลกอฮอล์ ล้างแผล เช็ดมือ(เจลก็ได้แต่ความเข้มข้นต้องมากกว่า 70%) หรือ ล้างมือด้วยสบูและน้ำ เสร็จแล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าขนหนู หรือ เครื่องเป่าลมร้อน ถึงจะดีที่สุด

2 หลอดอัลตราไวโอเลต ไม่สามารถฆ่าเชื้อ โคโรน่าไวรัส

การเปิดไฟแล้วรับแสงจากหลอดไฟ uv (แสงสีม่วง) ให้โดนตัวผิวเพื่ออยากให้เชื้อโรคที่ติดอยู่ตาย การทำแบบนี้ ไม่สามารถฆ่าไวรัสโคโรน่า แต่อาจจะมีผลเสีย ทำให้ระคายเคืองผิวหนัง อีกด้วย

3เครื่องสแกนความร้อน (กล้องที่ติดตั้งตามแหล่งชุมชน) ไม่สามารถตรวจจับไวรัสโคโรน่าได้

เครื่องสแกนความร้อน มีความสามารถตรวจจับ อุญหภูมิของร่างกาย สามาถบอกได้แค่ว่า ใครเป็นไข้หรือไม่เป็น ไม่สามารถตรวจจับไวรัสโคโรน่าได้ เพราะระยะเพาะเชื้อของไวรัสโคโรน่า ใช้เวลา 2-10 วันก่อนที่จะแสดงอาการป่วยและมีไข้ โดยกล้องจับความร้อนที่วางตรวจจับ เพื่อคัดกรองคนที่คาดว่าเป็นไข้หวัดได้เท่านั้น

4 การฉีด แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อตามร่างกาย ไม่ช่วยฆ่าไวรัสที่จะเข้าสู่ร่างกาย 

การฉีดแอลกอฮอล์ หรือ น้ำยาฆ่าเชื้อโรค ตามแขน ขา ตัว นอกจากจะไม่ช่วยฆ่าไวรัสได้แล้ว แถมสามารถ ทำลายเสื้อผ้า หรือ ผิวหนังอ่อนๆ (ตา หรือ ปาก) ให้เกิดความเสียหายอีกด้วย

5 การรับพัสดุ และจดหมายจากจีน ปลอดภัยจากไวรัสโคโรน่า

การรับสินค้า จากประเทศที่มีการระบาดจากไวรัส ไม่มีความเสี่ยงจากการรับพัสดุ เพราะมีการทอลองแล้ว ว่าไวรัสโคโรน่า ไม่สามารถอยู่รอดบนกระดาษได้นานจนถึงมือผู้รับ

6 สัตว์เลี้ยงไม่สามารถติดเชื้อ โคโรน่าไวรัสและนำมาแพร่สู่คน

ในปัจจุบันไม่มีหลักฐานว่าสัตว์เลี้ยง เช่นสุนัก และแมวสามารถติดเชื้อโคโรน่าได้  (ถึงแม้จะมีข่าวในไทยว่าสามารถแพร่เชื้อได้ แต่ก็เป็นข่าวปลอม) อย่างไรก็ตาม ผู้เลี้ยงควรล้างมือด้วย สบู่ และน้ำเสมอหลังจากสัมผัสสัตว์เลี้ยง เพราะจะช่วยให้ป้องกันแบคทีเรียทั่วไปหลายชนิที่อยู่ในสัตว์ เช่น เชื้อ อีโคลาย หรือ เซลโมเนล่า ที่สามารถติดจากสัตว์สู่คนได้

7 วัคซีนป้องกันโรคปอดบวมไม่สามารถป้องกันตัวคุณจาก เชื้อไวรัสโคโรน่าได้

วัคซีนโรคปอดบวม และวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกชนิด Haemophilus ไข้หวัดใหญ่ชนิด B(hib) ไม่มีความสามารถป้องกันเชื้อไวรัส โดยตัวไวรัสโคโรน่าต้องมีการพัฒนาวัคซีนของตัวมันเอง โดยตอนนี้ (ไตรมาสแรกปี 2020) นักวิจัยของ WHO กำลังพัฒนาวัคซีนที่สามารถต่อต้านไวรัสโคโรน่าอยู่ แต่วัคซีนป้องกันโรคปอดบวมก็ยังสามารถฉีดได้เพื่อป้องกันสุขภาพของตัวคุณเอง

8 การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ ไม่ป้องกันไวรัสโคโรน่า

จากงานวิจัย ไม่มีหลักฐานแสดงว่าการล้างจมูกจะป้องกันไวรัสได้ แต่การล้องจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคหวัดฟื้นตัวเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามการล้างจมูกเป็นประจำ ไม่ได้เป็นการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจอยู่แล้ว

9 การกินกระเทียมไม่ช่วยป้องกันให้ติดเชื้อโคโรน่า

กระเทียมเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีคุณสมบัติต้านจุลชีพ แต่จากงานวิจัยไม่มีหลักฐานแสดงว่าการทานกระเทียมเป็นการสร้างภูมิต้านทานเชื้อโคโรน่าแต่อย่างใด

10 น้ำมันงาไม่สามารถฆ่าเชื้อโคโรน่าไวรัส

มีความเชื่อจากหลายสถานที่บอกว่า การทาน้ำมันงานบนวัตถุที่มีเชื้อจะสามารถป้องกันเชื้อได้ แต่จริงๆแล้วไม่ไช่เลย ความจริงคือ มีสารฆ่าเชื้อบางตัวสามารถฆ่าเชื้อบนผิวได้ เช่น น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของน้ำยาฟอกขาว, คลอรีนที่ทำละลายด้วยเอทานอล 75%, กรดเปอร์อะซีติก และโคโรฟอร์ม โดยน้ำยาพวกนี้ ถ้าทาไว้บนผิวจะไม่สามารถป้องกันไวรัสได้หรือ อาจจะฆ่าได้นิดหน่อย แต่สารเคมีพวกนี้ทำร้ายผิวเราโดยตรง อย่าใช้ดีกว่าครับ

11 คนทุกช่วงอายุสามารถติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้เหมือนกัน

คนทุกวัยสามารถติดเชื้อโคโรน่าไวรัสได้โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีอาการโรคหอบหืด, โรคเบาหวาน, โรคหัวใจ โดยวิธีที่ป้องกันที่ดีที่สุดตอนนี้คือ ปฎิบัติตามสุขอนามัยที่ดี

12 ยาปฏิชีวนะ ไม่มีความสามารถป้องกันโคโรน่าไวรัส 

ยาปฏิชีวนะไม่สามารถทำงานกับไวรัสประเภทแบคทีเรียเท่านั้น ไวรัสโคโรน่าจึงไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเครื่องมือในการป้องกันหรือรักษา แต่เมื่อไหร่ที่คุณติดเชื้อแล้วเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล คุณอาจจะได้รับยาป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียที่จะทำให้อาการแย่ลง (ไม่มียารักษานั่นเอง) 

13 ในปัจจุบัน (เดือน มีนาคม 2020) ยังไม่มียารักษาไวรัสโคโรน่าโดยตรง

ในวันนี้ไม่มีการวัคซีนหรือ ยารักษาไวรัสโคโรน่าอย่างตรงจุด อย่างไรก็ตามผู้ที่ติดเชื้อควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาอาการข้างเคียง 

ในปัจจุบันทั่วโลกกำลังพยายามทำยารักษา และวัคซีนป้องกัน ไวรัสโคโรน่าอย่างเร่งรีบ สิ่งที่คนเราสามารถทำได้คือ ป้องกันไวรัสตา จมูก ปาก โดยใส่แมสป้องกัน ล้างมือด้วยแอลกอฮอลที่มีความเข้มข้นมากกว่า 75% หรือ ล้างมือด้วยน้ำและสบูให้สะอาดเป็นประจำ ถ้าได้ไปอยู่ในจุดเสี่ยงหรือประเทศที่มีการติดเชื้อ ให้กักตัวเอง 14 วันเพื่อดูอาการ กินร้อน ช้อนกลางป้องกันโรคติดต่อ แค่นี้ก็สามารถป้องกันตัวเองจากโรคได้เยอะแล้วครับ

ข้อมูลอ้างอิงจาก กรมอนามัยโลก (who)

Share this post with your friends

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin